นวดแล้วหายเป็นปลิดทิ้งที่มาเลเซีย กับร้านนวดระดับท็อปจากTripadvisor

487

การนอนอย่างผ่อนคลาย โดยมีคนนวดให้ เรียกได้ว่าเป็นความสุขของผู้ที่ตรากตรำทำงานอย่างหนักมาตลอดสัปดาห์ โดยปัจจุบันในเมืองไทย คุณสามารถหาร้านนวดได้แทบทุกหัวมุมถนน

การนวดไทย เป็นศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ไม่ว่าเดินทางไปที่ไหน คำว่า Thai Massageเป็นยี่ห้อชั้นดี ประดุไวน์ฝรั่งเศส เบียร์เยอรมัน หรือโสมจากเกาหลี และด้วยราคาที่ไม่แพง รวมทั้งคุณภาพการนวดระดับชั้นดี เวลาคนไทยเดินทางไปยังต่างประเทศจึงไม่ได้มีความสนใจที่จะออกไปนวดตัวซักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คิดว่า ยอมกลับมาจ่ายตังนวดที่ไทยดีกว่า เพราะเมืองนอกนอกจากจะแพงแล้ว ฝีมือการนวดอาจไม่เท่าสปานวดดังๆในเมืองไทย

แต่ถ้าผมจะขัดคอทุกๆท่านคำหนึ่งว่า ผมเจอที่นวดชั้นดีในต่างประเทศ ที่ราคาน่าคบหา และแก้ปวดเมื่อยได้จริง!

ฟังดูน่าสนใจใช่ไหมครับ?

จริงๆแล้วเวลาผมไปนวดไทย ร้านทั่วๆไปที่ไม่ใช่สปาดัง บางครั้งนอกจากไม่หายเมื่อยแล้ว ผมอาจจะปวดเพิ่มกลับมาด้วยซ้ำ คือพนักงานนวดหลายๆร้านไม่ได้ถูกเทรนมาเพื่อรับทราบอาการของลูกค้าก่อนลงมือ ซ้ำร้ายบางคนไม่รู้กระทั่งวิธีการจับเส้นด้วยซ้ำ และนวดไปตามสเต็ป ที่คู่มือเขียนไว้

1….2…..3….4…..5……และจบลงด้วยการทุบก้อนใหญ่ แอ๊ก แอ๊ก แอ๊กก่อนจบ

ผมคิดว่าทุกคนน่าจะเคยเจอแพทเทิร์นแบบนี้มาอย่างแน่นอน

เนื่องจากช่วงนี้ผมทำงานอยู่ในประเทศมาเลเซีย การหาร้านนวดที่นี่ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะร้านนวดไทยเยอะมาก แต่ราคาส่วนใหญ่นั้นแพงกว่าที่ไทยประมาณ2เท่าตัว ดังนั้นการเข้าไปนวดซักครั้ง ผมจึงคาดหวังกับผลลัพธ์ที่จะทำให้ผมหายปวดเมื่อยอย่างแน่นอน

ผมพบร้านๆหนึ่งที่ฝรั่งแบคแพคเกอร์ และชาวต่างชาติหลากหลายประเทศเขียนรีวิวแนะนำว่าร้านนวดที่นี่ดีมาก ร้านนี้มีชื่อว่า Shujin Massage อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ KL Sentralอันเปรียบประดุจหัวลำโพงแห่งกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยคนอินเดีย

หลังจากที่ผมตัดสินใจเดินทางไป บอกได้คำเดียวว่าตกใจมากตั้งแต่ทางเข้าว่า เฮ้ย ที่นี่มันเป็นร้านนวดจริงๆหรอ? ผู้อ่านอาจลองนึกถึงตึกแถวย่านคลองถมที่มีร้านค้าเปิดชั้นล่างและของระเกะระกะหน้าร้าน มีบันไดเป็นตรอกเล็กๆขึ้นไปยังชั้นบน

IMG_3413

IMG_3415

ประตูทางเข้าไม่น่าพิศมัยเท่าหลังเปิดเข้าไปภายในร้านนวด ขอให้ลบภาพร้านนวดไทยที่มีลักษณะเป็นสปาเคล้าเสียงดนตรีไปให้หมดสิ้นครับ

IMG_3468

IMG_3469

ที่นี่มีลักษณะคล้ายกับโรงพยาบาลหรือคลินิกกายภาพบำบัดมากกว่า บรรยากาศดูทึมไปซักนิด แต่ไม่ต้องกังวลครับมีคนเดินเข้าออกตลอด โดยเฉพาะคนตาบอด.

….

คนตาบอด?

….

ใช่ครับ คนตาบอด และคนตาบอดเหล่านี้แหละจะเป็นพนักงานนวดเรา

หลายคนอาจไม่ค่อยแปลกใจเกี่ยวกับการนวดคนตาบอด เพราะเมืองไทยก็มี แต่จำเป็นต้องมานวดถึงเมืองนอกเลยหรอ? แรกสุดผมก็แปลกใจแบบนี้ละครับ แต่ทว่าหลังจากที่ได้รับการนวดจากคนเหล่านี้แล้ว ผมแปลกใจถึงฝีมือมากๆ เพราะพวกเค้าเหล่านี้ ฝีมือดีสุดๆ การลงน้ำหนัก การบีบ คลึงล้วนแล้วแต่โอเคมาก หากคุณมองข้ามมิติของการทำบุญทิ้งไป เอาแค่ฝีมือการนวดล้วนๆ ผมขออวยเลยว่า ที่นี่นวดดีกว่าที่ผมเคยนวดมาทั้งหมดเลย

สาเหตุที่ผมคิดแบบนั้นก็เพราะว่า พนักงานนวดเหล่านี้จะเน้นการนวดลงไปในจุดที่มีปัญหา เช่น ไหล่ หลัง ขา หรือหัว บางทีไม่ต้องบอกก็สามารถจับจุดได้ว่าจุดไหนที่เส้นตึง เส้นยึดจนเป็นปัญหาอยู่ และจะย้ำๆอยู่ตรงนั้นจนกว่าจะหาย แม้ว่าระหว่างที่กดลงไปในจุดที่เมื่อยจะต้องกลั้นเจ็บบ้างนิดนึง แต่สุดท้ายผลลัพธ์ออกมาถือว่าโอเคเลยทีเดียว

ที่นี่ไม่ใช่นวดแผนไทย แต่เป็นการนวดแบบจีนผสมผสานแบบมาเลย์ อันที่จริงหลังจากที่คุยกับคนที่นวดผม(คุณเทอรี่) เค้าบอกว่า ที่นี่ไม่ได้มีสูตรการนวดตายตัว แต่เลือกใช้วิธีการนวดทีเหมาะสมกับอาการของลูกค้าแต่ละคน และในบางกระบวนท่าก็นำรูปแบบการนวดไทยมาใช้ในการนวดด้วย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

คุณเทอรี่บอกกับผมว่า  คุณสามารถแจ้งพนักงานนวดว่าต้องการนวดแบบผ่อนคลายก็ได้ แต่ส่วนใหญ่คนที่มานวดคือจะมีอาการปวดเมื่อย หรือเคล็ดมาในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นจึงจะเน้นการแก้อาการเสียมากกว่า ซึ่งพอสุดท้ายแล้วผลลัพธ์คือทุกคนอาการดีขึ้น เค้าก็พอใจแล้ว

สำหรับผม ที่นี่ก็เหมือนภาพยนต์ หรือหนังสือที่ไม่อาจตัดสินได้จากปกเลยล่ะ เพราะหน้าตาที่นวด กับการนวดจริงๆต่างกันราวฟ้ากับเหว และก็ไม่แปลกใจเช่นกัน ที่คนต่างชาติจำนวนมากยกให้ที่นี่เป็นอันดับหนึ่งของร้านนวดในกัวลาลัมปเอร์ที่คุ้มค่ากับราคามากที่สุด โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ ชั่วโมงละ 45ริงกิต (ประมาณ 400 บาท) ใน๘ระที่ร้านอื่นทั่วไปจะเริ่มต้นที่ชั่วโมงละ50-70ริงกิต

ฟังดูอาจคิดว่าแพงสำหรับคนไทยที่รักการนวดในประเทศนะครับ แต่ถ้าได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนเมืองหลวงแห่งนี้และไปเที่ยวสถานที่ต่างๆจนหมดแล้ว หากมีเวลาว่างซักชั่วโมง การแวะมาที่นี่ไม่ใช่เรื่องที่เสียเวลาแต่อย่างใดครับ

 

แชร์
เรื่องราวก่อนหน้าแนะนำเคล็ดลับออมเงินระหว่างทำงานอยู่ในต่างประเทศ
เรื่องราวถัดไปพาเที่ยวสถานีรถไฟลับแห่งเกาะสิงคโปร์
อดีตนักข่าวผู้ชื่นชอบอาหารและการเที่ยวเป็นอย่างมาก จุดเริ่มต้นมาจากปี2008 ตัดสินใจนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปแชงกรีล่าด้วยตัวคนเดียว ในยุคที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตบนมือถือ และWiFi ตามสถานที่ท่องเที่ยว และหลังจากนั้นคุณสามารถพบผู้ชายคนนี้ได้ตามหน้าสถานีรถไฟ สวนสาธารณะ และบ้านเพื่อนของคุณ