ทริปรอบนี้เป็นทริปที่ไมต้องคิดจะเตรียมอะไรมากมาย ขอแค่กายพร้อม ใจพร้อม เงินในบัญชีพร้อม 
ทริปนี้กำเนิดขึ้นมาแบบงงๆตอนที่ไปแซวเพื่อนคนหนึ่งที่ลุคคุณหนูๆหน่อยว่า “ไปญี่ปุ่นกับน้องไหมพี่” คำถามหยอกเย้าสั้นๆกลับได้ไปอย่างจริงจัง
เกริ่นนำ ทริปนี้ทำไมถึงต้องกายพร้อม แน่นอนว่าทริปนี้เดินเข้าไป เดินรอบเมือง เดินขึ้นเขา
ทำไมต้องใจพร้อม ถ้าใจไม่พร้อม เดินไม่ไหวแน่นอน แถมยังมีเรื่องให้ระทึกใจตลอดเวลา (จะกล่าวให้ฟังไปเรื่อยๆค่ะ)
เงินในบัญชีพร้อมล่ะ เพราะอะไร ทริปนี้เราจะใช้ชีวิตแบบเสพความสุขเต็มที่แบบไม่สนเงินในบัญชีนั่นเอง
เริ่มต้นเลย การเดินทางไปโดยสายการบิน malaysia airline ในชั้นธุรกิจ ทำไม ทำไม และทำไมถึงต้องเป็นสายการบินนี้ แน่นอนอาหารอร่อยและที่สำคัญคือลดราคาจ้าาาาาา แค่เสียเวลา transit ที่กัวลาลัมเปอร์นิดหน่อยก็เท่านั้น
มาเรื่องระทึกใจอย่างแรกเลยคือไปเย็นวันศุกร์ วันศุกร์ก็ทำงานามปกติประสาคนหาเช้ากินค่ำ แล้วเป็นไงล่ะ วันศุกร์ไงล่ะ รถติดสิคะรออะไร ไปถึงนี่ใช้บริการ lounge ไม่คุ้มเลย T.T แต่แนะนำนะคะกับ cathay pacific lounge อาหารจีนอร่อยมาก ทั้งติ่มซำ บะหมี่เกี๊ยว เกี๊ยวนี่ละลายในปาก ไม่มีรูปนะ รีบกิน ถ่ายไม่ทัน
ตัดภาพเข้ามาในเครื่องบินดีกว่า dsc_2502 เก้าอี้ก็ใหญ่ดีนะ มีอะไรให้ดูเรื่อยๆ แต่เพลงไม่ค่อยอัพเดตเท่าไหร่ มาถึงจุดเด่นของสายการบินดีกว่า ต้องบอกเลยว่าของกินคือดีงาม ตามมาดูของกินกันดีกว่า
เริ่มต้นจากเมนูกันก่อนเลย เรียกว่ามีของกินไม่ขาดสายกินตลอดเวลาอิ่มหมีพีมันสุดๆ มาทั้งข้าวมันไก่แบบอกไก่เน้นไม่มันไม่หนัง เหมาะกับอาหารลดน้ำหนัก สะเต๊ะไก่และเนื้อ ข้าวโอ๊ตใส่โยเกิร์ตชุ่มฉ่ำ ไข่เจียวสไตล์มาเลเซีย
dsc_2533

dsc_2534

dsc_2532

dsc_2529

dsc_2507

dsc_2503
แหม!!!! ชอบสุดคงยกให้ไก่สะเต๊ะ ให้ความกรุบของถั่วลิสง เนื้อติดมันแบบหวานนุ่มพอดีคำ น้ำจิ้มไม่เค็มไม่หวานเกินไป ไม่เหม็นเครื่องเทศด้วย สรุปคือดีงาม
หลังจากที่นั่งกิน เอ้ย!นั่งเครื่องมาเรื่อยๆจนถึงกัวลาลัมเปอร์ค่ะ ทริปตัวแตกก็ยังคงดำเนินต่อไป คราวนี้คือไปยัดต่อที่ golden lounge ของสนามบินเลย
ที่นี่ไม่ได้เน้นของคาวแล้วเนื่องจากกินลงไปมากกว่าคงเลี้ยงไม่โต รอบนี้มาเน้นของหวาน ขนมที่เลิฟสุดๆคงยกให้เอแคลย์ ชุ่มฉ่ำครีม กินแล้วละลายในปาก มีความสุขสุดๆ
dsc_2515

dsc_2516

dsc_2517
หลังจากใช้ชีวิตหรูๆอยู่ในกัวลาลัมเปอร์เรียบร้อยแล้วถึงเวลา transit เพื่อไปสู่ญี่ปุ่นต่อ ด้วยการนั่งสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ต่อ ขอรีวิวที่นอนจากคนที่เพิ่งจะเคยนั่งชั้นธุรกิจ คือ ที่นั่งนุ่มสบายและนอนสบายไม่ปวดหลัง มีผ้าปูที่นอนให้ด้วย นี่คือนอนโรงแรมหรอ!!!!

ของใช้ส่วนตัวแจกอย่างดีตั้งสบู่ แชมพู โฟมล้างหน้า แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ไม่ต้องเตรียมอะไรเองสักอย่าง ที่สำคัญคือ หอมมาก คุณผู้หญิงน่าจะชอบกันนะคะ
dsc_2520

dsc_2521

dsc_2528
รวมเวลาทั้งหมดของการใช้ชีวิตบนสนามบินและเครื่องก็ใช้เวลาประมาณ 10 ชม.ได้ เอาล่ะ เรามาถึงนาริตะสักทีนะ ก่อนที่จะตัวแตกไปมากกว่านี้ มาถึงที่สิ่งที่ต้องทำคือซื้อ JR pass เพื่อจะเข้าสู่มหานครโตเกียวและซื้อตั๋วชินคันเซ็นไปยังเมืองโทยามะจุดหมายปลายทางของทริปนี้ ค่าตั๋วเจอาร์พาสก็ไม่มีรัยมาก ไม่ถูกไม่แพง แต่ค่าชินคันเซ็นนี่สิ ปาเข้าไป 13,xxx เยนเลยทีเดียว แต่ก็ต้องยอมจ่ายแหล่ะค่ะเพราะจะมีแค่วิธีนี้วิธีเดียวเพื่อจะไปถึงโทยามะได้ (รับรองว่าคุ้มค่ากับการจ่ายครั้งนี้แน่)
dsc_2543

dsc_2550
ตัดภาพมาที่โทยามะเลย มาถึงแล้วตอนราวๆเที่ยงวัน ก็มาที่โรงแรมเลย ฝากกระเป๋าไว้แล้วออกแรด เอ้ยยย ออกเที่ยวกันดีกว่า
การเที่ยวที่นี่ก็ไม่ยากเท่าไหร่ เดินไปซื้อตั๋วรถราง 1 วันไม่จำกัด ที่เหลือเดินเอา!!!!! จะขอนำไปเที่ยวบริเวณที่เราชอบมากเป็นพิเศษนะคะ
Toyama castle
dsc_2614

dsc_2622
dsc_2618

สะพานแดง
dsc_2632

dsc_2637
Fugan canal park
dsc_2681
บริเวณรอบๆเมือง
dsc_2570

dsc_2598

dsc_2640

dsc_2647

dsc_2655
มาถึงรีวิวที่พักในคืนแรกกันค่ะ คืนแรกเราพักกันที่ APA Villa Toyama Ekimae เป็นโรงแรมที่จัดว่าค่อนข้างหรูหน่อยในย่านนั้น ราคาค่าที่พัก 10,210 บาทต่อคืน สภาพห้องสะอาดดี แอร์เย็นดี ที่พักก็จัดว่าไม่กว้างหรือแคบเป็นรูหนู อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟมากๆเพียงแค่เดินข้ามถนนเท่านั้น รูปในห้องเราไม่ได้ลืมถ่ายหรอกนะ แต่ตอนไปถึงนี่วางของเกลื่อนมาก อาย ไม่กล้าโชว์
dsc_2560

 

dsc_2694

dsc_2695

dsc_2696
วันที่สอง เป็นวันที่เรารักมากเลยเพราะเป็นวันที่เราจะไปเดินเขากัน เห็นเราเป็นแบบนี้แต่เราลุยมากนะ เริ่มต้นเลยลากกระเป๋าไปสถานีโทยามะนี่แหล่ะ แล้วฝากกระเป๋าให้ไปส่งที่สถานีนากาโนะ ตัวก็นั่งรถไฟไปที่เขาทะเทยามะกันdsc_2705

dsc_2706

dsc_2707

dsc_2711
มาพูดถึงเขาทะเทยามะกัน เราขอรีวิวแบบสั้นๆง่ายๆเลยนะ คือสวยมาก (กไก่ล้านตัว) สามารถไปเที่ยวได้ทุกฤดูกาล ในแต่ละช่วงเวลาก็มีจุดน่าสนใจที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าฤดูร้อนจะมีความเขียวชอุ่ม มีบีเวอร์ออกมาให้เห็น ฤดูใบไม้ผลิก็มีดอกไม้สวยๆเยอะ ฤดูใบไม้ร่วงคือช่วงที่เรามาก็จะเจอใบไม้เปลี่ยนสี และช่วงฤดูหนาวก็จะได้สัมผัสกำแพงน้ำแข็ง อุโมงค์น้ำแข็งและเล่นสกีค่ะ
ภูเขาทะเทยามะจะมีสถานีแต่ละจุดให้เยียมชม เช่น Murodo Kurobe dam เป็นต้นค่ะ ทีนี้เรามาสัมผัสบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีไปพร้อมๆกันค่ะdsc_2737

 

dsc_2769

dsc_2778

dsc_2783

dsc_2785

dsc_2829

dsc_2799

dsc_2840

dsc_2884new

new

edit
หลังจากที่เราลงมาจากภูเขาทะเทยามะแล้วเราก็นั่งรถบัสต่อไปยังสถานีจังหวัดนากาโนะเพื่อไปรับกระเป๋าแล้วก็แวะกินข้าวสักหน่อยค่ะ จากนั้นก็จองรถไฟไปต่อยังเมืองมัตสึโมโตะ (Matsumoto) จุดมุ่งหมายถัดไป แต่ระหว่างรอรถมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเล็กน้อย(รึเปล่า)ทำให้รถไฟขบวนที่จะนั่งไปดีเลย์ อ่าว!!!งานนี้ช็อค! แต่ก็เอาเถอะ ไหนก็ไม่ได้คิดจะไปไหนอยู่แล้ว ที่ญี่ปุ่นช่วงนี้แค่ราวๆ 17.00 น. ท้องฟ้าก็มืดหมดแล้ว
พอถึงสถานีมัตสึโมโตะแล้วก็กะจะขึ้นรถประจำทางไปยังโรงแรมที่ได้จองไว้ แต่ด้วยว่าผังเมืองและผังรถที่นี่มีแค่ศูนย์กลางเมือง อ่าว โรงแรมตกขอบ เอาแล้วไงแล้วจะไปอย่างไร???? ด้วยความอึดถึกและบึกบึนมากๆเลยเปิด google map เลยคร่าาาาาา เดินไปสิคะรออะไร แค่ 4 กิโลเมตรเอง ไม่หนักหนาเท่าไหร่หรอก (นี่ทริปเที่ยวอย่างราชาจริงเหรอ?)

โรงแรมในค่ำคืนนี้คือโรงแรม Oiwakeya Ryokan ที่นักท่องเที่ยวต่างๆให้คะแนนรีวิวไว้ที่ 9.8/10 อื้อหือ!!!! สมแล้วที่ได้คะแนนเท่านี้ ราคาต่อคืนก็ไม่ธรรมดานะคะ ราคาอยู่ที่ 9,410.20 บาท มาถึงการรีวิวโรงแรมกันดีกว่าค่ะ
ล็อบบี้: ทำเป็นแบบเรียวกัง ก็ตามชื่อโน๊ะ เดินเข้ามาให้ความรู้สึกญี่ปุ่นจ้ามากๆ พื้นกลิ่นไม้ไผ่ หอมดีค่ะ
ชาต้อนรับ: เป็นซุปเห็ดค่ะ มีกลิ้นพริกไทยหอมๆลอยฟุ้งขึ้นมา
พนักงาน:ใส่ชุดยูกาตะทุกคน กิริยามารยาทตามธรรมเนียมของญี่ปุ่นแท้ๆ
ห้องนอน: เป็นห้องนอนขนาดเก้าเสื่อ ก็ถือว่าใหญ่มากๆแล้ว การจัดวางเป็นสไตล์ญี่ปุ่นแท้เช่นกัน
ห้องอาบน้ำ: ที่นี่จัดเป็นห้องน้ำที่ใช้ร่วมกันค่ะ แต่แยกหญิงชายค่ะ มีบ่อน้ำร้อนออนเซนทั้งหมด 3 บ่อตามระดับความร้อนที่ลูกค้าต้องการ กลิ่นของน้ำร้อนเป็นน้ำร้อนที่ผสมสมุนไพร รู้สึกสบายตัวหายปวดเมื่อยได้เป็นอย่างดี
ปล. ห้องอาบน้ำ ถ้าต้องการความเป็นส่วนตัว จ่ายเงินเพิ่มห้องละ 2400 เยน จะได้แช่น้ำร้อนแค่เฉพาะห้องนั้นๆไปค่ะ
อาหารเช้า: ชุดใหญ่ จัดเต็ม ดีงาม อาหาารเป็นแบบสไตล์ญี่ปุ่นชนบทค่ะ รสชาติดีมาก
dsc_2946

 

dsc_2953

dsc_2954

 

dsc_2956

 

dsc_2958

dsc_2963

dsc_2964

dsc_2967

 

 

dsc_2972

dsc_2973

 

dsc_2975

 

 

dsc_2978

dsc_2979

หลังจากรีวิวโรงแรมแล้ว มารีวิวเมืองมัตสึโมโตะกันบ้างดีกว่าค่ะ
เมืองมัตสึโมโตะเป็นเมืองที่ถูกล้อมรอบด้วยภูเขา อยู่ในเขตที่จะพบใบไม้เปลี่ยนสีแรกๆ ลักษณะเมืองจะเป็นเมืองเล็กๆที่สามารถเดินได้ทั้งเมืองในเวลาแค่หนึ่งวัน จุดเด่นของเมืองนี้คือเป็นเมืองที่มีจุดบ่อน้ำแร่ให้นักท่องเที่ยวได้ดื่มตลอดแนว มีแหล่งผลิตน้ำแร่ เรามาดูรอบๆเมืองๆไปด้วยกันดีกว่าค่ะ
ปราสาทมัตสึโมโตะ
dsc_3041

dsc_3052

dsc_3058

dsc_3162

Kaichi school museum
dsc_3071

 

dsc_3080

dsc_3083

dsc_3114

dsc_3116

Nawate and Nakamachi steet
dsc_3002

dsc_3011

dsc_3017

dsc_3018

dsc_3019

dsc_3020

Ukiyoe museum
dsc_3141
เมื่อท่องเที่ยวในเมืองมัตสึโมโตะแล้ว ก็นั่งรถไฟ(อีกแล้ว)ต่อไปยังฮาราจุกุกันเลย
พอมาถึงฮาราจุกุแล้วก็เริ่มเที่ยวเหมือนกันกับคนอื่นๆนั่นแหล่ะค่ะ ก็นั่ง JR pass ไปยังสถานที่ต่างๆที่สำคัญๆมาถึงตรงนี้แล้วคาดว่าผู้อ่านทุกท่านคงจะคุ้นเคยกับสถานที่ต่างๆในย่านฮาราจุกุและชินจุกุนะคะ เพราะฉะนั้นจะขอรีวิวโรงแรมเป็นส่วนใหญ่ละกัน
โรงแรมที่พักในคืนนี้คือ Ibis Tokyo shinjuku ราคาต่อคืนอยู่ที่ 4,670.30 บาท ราคาต่ำที่สุดของทริปนี้แล้วค่ะ โรงแรมนี้มีจุดน่าสนใจคือมี welcome drink แล้วแต่แขกที่โรงแรมต้องการสั่งเลยค่ะ
dsc_3229

dsc_3231

dsc_3232

dsc_3233
สถานที่ที่ไปท่องเที่ยวก็มีทั้งศาลเจ้าเมจิและวัดอาซาคุสะ เป็นต้น
dsc_3245

dsc_3328

dsc_3341
เอาล่ะค่ะ กำลังจะจบการรีวิวแล้ว ก่อนกลับขอไปพักผ่อนที่โรงแรม Hilton Narita Airport กันก่อนนะคะ ราคาต่อคืนคือ 8,710.10 บาท และได้ขออัปเกรดเป็นห้องหรูอีกโดยเพิ่มราคาอีกประมาณ 1200 บาทมา เพราะฉะนั้นขอรีวิวโรงแรมนี้เป็นแห่งสุดท้ายนะคะ
dsc_3413

dsc_3414

dsc_3419

dsc_3420

dsc_3421

dsc_3422

dsc_3423

 

dsc_3429

 

dsc_3403

dsc_3404

 

dsc_3408
เอาล่ะถึงเวลาต้องกลับสู่ไทยแล้วสิ ตื่นเช้ามาก็ไปอยู่ที่lounge ต่อเลยค่ะ แล้วก็ขึ้นเครื่องกลับค่ะ รีวิวญี่ปุ่นรอบนี้ก็จบลงแล้วนะคะ หวังว่าคงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ
dsc_3457

 

แชร์
เรื่องราวก่อนหน้าพาเที่ยวเทศกาลแห่งแสงไฟ”Deepavali” ปีใหม่คนอินเดียในมาเลเซีย
เรื่องราวถัดไปแอบหนีพ่อแม่ไปเที่ยว “สเปน”
ผู้หญิงตัวเล็กแบกกล้องตัวใหญ่ๆพร้อมขาตั้งกล้องไปยังสถานที่ต่างๆเพื่อเรียนรู้ศิลปะและวิถีชีวิตของคนในแถบนั้น การท่องเที่ยวเป็นสไตล์ไปเมืองเก่าๆที่คนชอบถามว่าไปทำไมหรือมีอะไรน่าสนใจ เน้นเที่ยวอยู่สองรูปแบบคือหนึ่งแบกเป้สะพายกล้องออกไปคนเดียวหรือเพื่อนกลุ่มเล็กมากๆ หรืออีกแบบคือเป็นแบบคุณหนูเพราะพาพ่อแม่ไปเที่ยว