นี่มันคือทริปเอาลูกคุณหนูมาทรมานชัดๆ
ทริปนี้เป็นทริปเมื่อสองปีก่อน ข้อมูลอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วนะคะ
มันเริ่มต้นจาก อยากไปเที่ยวต่าางประเทศกับเพื่อนสมัยมัธยมขึ้นมา ก็เลยเลือกประเทศใกล้ๆอย่าง สปป.ลาวค่ะ

การท่องเที่ยวของเราคือไปช่วงวันหยุดยาวปิยมหาราช เพราะงั้นบอกเลย คนเยอะเว่อร์ รอบที่ไปเหมือนเจอแต่คนไทย

การเดินทางจากกรุงเทพไปวังเวียงบอกเลยว่าลำบากมาก ถึงมากที่สุด แต่ก็สนุกไปอีกแบบ ถึงห้องพักแต่ละทีคือหลับตาย ตื่นเช้ามาก็เฟรชดีค่ะ

ก่อนการเดินทาง พวกเรานั่งคิดว่าเราจะไปด้วยวิธีไหนดี ได้ลิสท์แบบประหยัดขึ้นมาได้ 3 วิธีด้วยกันคือ
1. เครื่องบินลงอุดรธานี แล้วนั่งรถต่อไปวังเวียง แต่คุยกันว่าอยากได้อารมณ์แบบนั่งรถไกลๆ
2. นั่งรถไฟลงหนองคายแล้วต่อรถไปวังเวียง มันได้อารณ์มากๆเลย แต่เนื่องจากเราแพลนไปแบบกระชั้นชิดมาก ก็เลยตั๋วเต็มไปแล้ว
3. นั่งรถทัวร์ลงหนองคายแล้วต่อรถไปวังเวียง ตอนนั้นก็จะเลือกทางนี้แต่สุดท้ายโทรไปที่การขนส่งว่ารถที่ออกจากหนองคายไปวังเวียงนี่มีกี่รอบและตอนกี่โมง ได้ความว่ามีรถวิ่งแค่เที่ยวเดียวคือรอบ 8 โมงเช้า แต่รถทัวร์จะต้องไปถึงหนองคายตอนประมาณ 7.30น. ซึ่งเราว่าอาจจะไปไม่ทัน จึงได้มีทางที่ 4 เสริมขึ้นมาก
4. นั่งรถทัวร์ลงอุดรธานีแล้วต่อรถไปวังเวียง ซึ่งคุยกับนายหน้าที่จองตั๋วรถว่าจะไปถึงอุดรตอนตี่ 4 ซึ่งเราว่าเราเพลย์เซฟมาก เพราะว่ารถวิ่งไปวังเวียงตอนประมาณ 6.30 พวกเราจึงตัดสินใจมาทางนี้เลย

อ่อ ลืมบอกไปว่าไม่มีการจองตั๋วรถไปวังเวียงใดๆทั้งสิ้น ต้องไปจองที่เคาเตอร์วันที่ไปถึงเท่านั้นค่ะ เท่ากับว่าเราต้องค่อยข้างไปแย่งชิงกับผู้โดยสารมากมาย

วันที่ไปเป็นวันพฤหัสที่วันหยุดจะตรงกับวันปิยมหาราชพอดี เราออกเดินทางจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิตอนประมาณ 1 ทุ่มครึ่งเพื่อไปขึ้นรถที่หมอชิตโดยใช้รถไฟฟ้าและมอร์เตอร์ไซด์รับจ้าง ไปถึงหมอชิตก็ราวๆสองทุ่มนิดๆค่ะ
ขึ้นรถรอบสามทุ่มแต่วันนั้นเป็นวันที่รถติดมากจริงๆ อาจจะเป็นเป็นวันหยุดยาวแต่ก็ตอนที่เริ่มรู้ตัวว่ารถติดยังไม่คิดอะไรมากเพราะคิดว่า ไม่เป็นไร ขึ้นรถทันแหล่ะเพราะยังไงก็เผื่อเวลาเอาไว้เยอะมาก แต่เชื่อไหมว่าเที่ยงคืนเพิ่งถึงโคราช อ่อยังนอนใจอยู่ ตีสามยังอยู่ขอนแก่น เออเริ่มไม่ใช่แระ ไปไม่ทันแน่ๆ แต่ก็ยังหวังไว้ในใจว่าอย่างน้อยเราก็เผื่อเวลาเอาไว้ตั้งหลายชั่วโมงแล้วนะ

สุดท้าย!! เชื่อไหมพวกเราไปถึงอุดรตอน 8 โมงแบบเป๊ะๆเลย เพราะลงจากรถได้ยินเสียงเพลงเคารพธงชาติเลยจ้า บ๊ายบายรถทัวร์ ด้วยความหวังอันน้อยนิด วันนั้นเป็นวันที่ทุกอย่างดีเลย์ไปหหมด เหลือบตาไปเห็น เหยย รถทัวร์ที่ไปวังเวียงมันยังอยู่ รีบวิ่งไปจองอย่างไว แต่!!!! แต่มันเต็มก่อนหน้าเราไม่กี่คน ความรู้สึกเหมือนความรักหลุดลอยไปไกลและไม่มีวันกลับมา แล้วมานั่งรวมกลุ่มกับใครก็ไม่รู้ที่ตกรถเหมือนกันว่าจะทำไงต่อไป พวกพี่ๆกลุ่มนั้นเลยเปลี่ยนใจไปเวียงจันทน์ก่อนแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยนั่งรถโลคัลจากเวียงจันทน์ไปวังเวียง ซึ่งทางเราก็เลยเขวจะไปกับเขาด้วย แต่ด้วยความหวังของเพื่อนอีกคนหนึ่งที่คิดว่า เอาน่า ลองพยายามอีกสักครั้ง ถ้าไม่ได้ค่อยนั่งรถไปเวียงจันทน์ เพราะนั่นอย่างน้อยมันก็ไม่ได้มีแค่วันละเที่ยวแหล่ะ(วะ) ก็เลย เอ้า!ลองดู เดินไปหาพวกที่จัดรถตู้เล็กๆแล้วสอบถามว่ามีรับไปวังเวียงไหม สรุปมี ความรู้สึกเหมือนผีเสื้อกระพือปีกในท้องมาเลย ราคารถอยู่ที่ 2500 บาท เราจำได้แม่นเลย ตอนนั้นก็คิดว่า ช่างเถอะ 2500 ก็ได้ อย่างน้อยมันก็ไปถึงวังเวียงนะ ทีนี้ค่ะเพื่อนเราคนที่มีกำลังใจเสมอคนนั้นนั่นแหล่ะไปหาเพื่อนร่วมรถมาจากไหนก็ไม่รู้ เก่งชะมัด ไม่ได้รู้จักกันเลยแม้แต่น้อย สรุปเราก็มีคนร่วมรถไปด้วยกันทั้งหมด 12 คน หารสบายเลย ถูกกว่านั่งรถที่ขนส่งจัดมาอีก แต่ว่านั่งรถตู้ไม่ได้สบายขนาดนั้น คือถ้าคุณนั่งรถที่ขนส่งจัดหาให้ คุณไม่ต้องไปต่อคิวยื่นพาสปอร์ตผ่าน ตม.เลย เพราะจะมีเจ้าหน้าที่มารับพาสปอร์ตแล้วจัดการประทับตราให้เรียบร้อย แต่นี่ของเราต้องเปลี่ยนรถตู้เนื่องจากรถตู้จากอุดรจะเข้าเขต สปป.ลาวไม่ได้ คนขับจึงขับส่งที่หนองคายแล้วก็ให้คนขับอีกคนมารับต่อที่หนองคายแล้วพาไปที่ด่าน ตม.

การต่อสู้แย่งคิวที่หน้า ตม. เป็นอะไรที่โหดร้ายมาก เพราะไม่มีคำว่าจัดคิวเลย ทุกคนต่างแย่งชิงที่จะแทรกตัวเข้าไปตรวจพาสปอร์ต ตัวเล็กแรงน้อยก็โดนเบียดออกไปเรื่อยๆจนอยู่หางแถวนั่นแหล่ะค่ะ ถ้าถือพาสปอร์ตทางยุโรปก็จะได้สิทธิก่อนเพราะพนักงานพูดอังกฤษไม่ได้ ดีงามมากค่ะ!!! (ประชด) สรุปเราเลยเริ่มใช้ความฉลาดและหน้าตาที่มันก็หมวยกันทุกคนอยู่แระ แทรกเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนจีนซะเลย สรุปตรวจไวมากจ้า รู้งี้แทรกมาด้วยนานแระ ผ่านด่านตม.มาก็เจอด่านตรวจสัมภาระอีก เฮ้อ!!! เหนื่อยอ่อนมาก

สรุปเลยนะระยะเวลาที่อยู่ตรง ตม.ใช้เวลาทั้งหมดชั่วโมงกว่าๆ มันไม่ควรจะนานขนาดนี้รึป่าวนะ เอาจริงๆเราก็ไม่รู้หรอกนะ เราไม่เคยออกนอกประเทศด้วยวิธีนี้เลย ปกติตรวจผ่านสนามบินตลอด ง่ายๆสบายๆและรวดเร็ว

เอาละ นั่งรถต่อไปวังเวียงกันเถอะ ช่วงระยะเวลาที่นั่งรถตู้ไปวังเวียง มันทรมานมากจริงๆนะเทอว์ นี่แหล่ะที่เพื่อนเราคนนึงที่ตอนนั้นเราบอกว่าเราจะไปวังเวียงแหล่ะ มันอวยพรมาว่า โชคดี ขอให้ไม่อ๊วกแตกนะ ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจ ได้นั่งรถรอบนี้นี่แหล่ะ เข้าใจถึงสัจธรรมเลย เหยย ถนนเลวร้ายจริง นั่งเปิด google earth มาเอาจริงๆเลยนะ ระยะขจัดมันน้อยนะ แต่ระยะทางนี่ยาวมาก แต่เราไม่ถึงขั้นอ้วกแตกนะ แค่มึนหัวเหมือนเดินไม่ตรง (ฮา)

ระหว่างเดินทางก็มีแวะปั๊มน้ำมันบ้างแหล่ะ เพื่อเข้าห้องน้ำหรือหาอะไรทานได้ ด้วยความง่วงนอนและช่วงนั้นเป็นคนที่ติดชาหนักมาก เจอคำว่า Green tea รูปแบบกดเหมือนเครืื่องดื่มเซเว่น เราก็กดสิจ๊ะจะรออะไรซื้อร่วมกับมาม่าคัพ เริ่มต้นดูดน้ำก่อนเลยจ่ะเนื่องจากอดอยากปากแห้งมาก รสชาติแบบบ้วนทิ้ง มันคือ!! น้ำเขียวเฮบลูบอยกลิ่นครีมโซดาใส่นมข้นหวาน นมเย็นนั่นเอง เหยยยยย กรีนที กรีนทีนะเหยยย ทำไมกลายเป็นครีมโซดาไปได้ คือคนอื่นอาจจะบอกว่าอร่อยนะ เพราะสุดท้ายเพื่อนเราเป็นคนกินต่อ คือเราเป็นคนไม่กินมาตั้งแต่เด็กๆไง แบบเกลียดกลิ่นเฉพาะตัวของครีมโซดา มันเลยทำให้เรารู้สึกเลวร้ายเป็นพิเศษ ส่วนมาม่าคัพไม่มีอะไร เพราะมันคือ มาม่าคัพของไทยนี่แหล่ะ แต่ว่ากินบนรถนะ รถก็เขย่าไป เราก็ต้องกินไป สรุปเราก็กินไม่ลงอีกนั่นแหล่ะ 555 บาย!

มาถึงวังเวียงสักที เย่!!! ในที่สุดก็สิ้นสุดความทุกข์ทรมานสักที มาถึงวังเวียงตอน 4 โมงเย็น ทรมานป่าวล่ะนั่งรถตั้งแต่สามทุ่มของเมื่อคืน เพิ่งจะได้มาถึงเนี่ย ความรู้สึกเหมือนติดคุกเลยแหล่ะ ชำเลืองไปมองข้างๆถนน อ้าว นั่นมันรถทัวร์อุดร-วังเวียงนิ เพิ่งถึงหรอ ว๊าย ถึงพร้อมกันเลย กำหนดการไม่ใช่ถึงบ่ายสองหรอ ก็เลยคุยกับเพื่อนว่าเราอาจจะโชคดีที่ตกรถก็ได้นะ เพราะนั่นเขาไม่ได้พักเป็นระยะๆแบบเราเลยนะ

รถตู้มาจอดให้ที่หน้าโรงแรมที่พัก สิ่งแรกที่ไปถึงห้องนั่นคือนอน!!! นอนจริงๆแต่นอนเหยียดยาวแป๊บเดียวเท่านั้นแหล่ะ ก็ลุกขึ้นมาล้างหน้าใหม่แล้วออกเที่ยวเลย ก่อนจะออกเที่ยวก็สุมหัวอ่านแผนที่ที่ก็อ่านไม่ค่อยจะเป็นกันสักเท่าไหร่ แล้วก็วางแพลนว่าวันนี้จะทำอะไรเมื่อแพลนมันเลทไปสองชม.แล้ว ก็ตัดสินใจแหล่ะ ตัดบางที่ทิ้ง เที่ยวบางโซนพอ

มาๆ เราจะเล่าเรื่องความดีงามของวังเวียงแห่งนี้ให้ฟัง หลังจากที่มีแต่ความทเลวร้ายมาตลอดตั้งแต่ตอนต้น คือเอาง่ายๆเลยนะ
1.อากาศเย้นเย็น มันช่างเย็นสบายไม่เหมือนกรุงเทพที่จากมา อุณหภูมิราว 20 องศา ช่วงดึกๆก็ลดต่ำลงมาอีกนิดหน่อย
2.ยอมรับว่าสวยนะ (บางที่)สถานที่แรกที่ไปเที่ยวในวังเวียงเลยคือ สะพานสีส้ม ณ วังเวียง มันส๊มส้มมากเลยแหล่ะเทอว์ แต่ถ้าคนเดินเยอะๆทีนี่แอบหวาดเสียวอยู่นะ สถานที่ตรงนี้คุณต้องต่อสู้กับแก๊งค์คนไทยที่ยืนหรือนั่งปิดทางเดินทุกทางจนคุณไม่สามารถเดินผ่านได้ เหมือนกับเป็นจุดแลนด์มาร์กที่ทุกคนต้องมาสร้างป้อมเอาไว้ว่า ในที่สุด ฉันก็มาถึงวังเวียงแล้ว เอาเถอะ เราก็สร้างแลนด์มาร์กไว้ซะเยอะเลยเหมือนกัน

ข้ามฝั่งสะพานสีส้มไปก็จะเจอถ้ำจัง ถ้ำจังเคยเป็นสถานที่ที่เคยเป็นที่นิยมก่อนที่บลูลากูนของลาวจะดัง ส่วนตัวเราชอบถ้ำจังนะ คือสวยจริงและคนน้อยมาก

วันแรกก็เที่ยวได้ประมาณนี้แหล่ะนะ ค่อนข้างได้น้อยเพราะส่วนที่เดินเข้าไปในถ้ำจังเขาปิดแล้ว วันนี้ก็จบลงด้วย หาอะไรกินดีกว่า โซนตัวเมืองของวังเวียงค่อนข้างมีร้านอาหารที่น่าสนใจอยู่หลายร้าน ไม่ว่าจะเป็นหมูย่างเกาหลี ซูชิ เอ้ย ไม่ใช่แล้ว ต้องกินอาหารพื้นเมืองสิ นั่นก็คือ พิซซ่าวังเวียงและเฝอลาวนั่นเอง ถามว่าอร่อยไหม อร่อยมาก น้ำตาไหล อาจจะมีอิทธิพลของความหิวเข้ามาร่วมด้วย แต่มันก็อร่อยจริงนะ แนะนำเลย

พอทานเสร็จเรียบร้อยสิ่งถัดมาที่ทำคือ จองทัวร์กิจกรรมของวังเวียงไปเลยดีกว่า ดูแล้วน่าจะประหยัดเวลามากกว่าเที่ยวเองเพราะพวกเราไม่มีใครขี่มอเตอร์ไซด์กันเป็นเลย และนั่นคือการตัดสินใจผิดพลาดขั้นรุนแรงของพวกเรา ดังจะกล่าวถัดไป

หลังจากจองตั๋วแล้วก็นะ ไหนๆคุณหมูเอ้ยคุณหนูทั้งสามจะได้ออกมาลั่นล้าข้างนอกแบบพ่อแม่ติดต่อไม่ได้ ก็แวะเข้าผับของลาว
ผับของที่นี่ดูซอฟใสมาก ไม่ได้เป็นแหล่งเสื่อมโทรมเลยแบบที่จินตนาการไว้ แถมมีช่วงเวลารับแอลกอฮอล์ฟรีด้วย ก็เอามาสิคะจะรออะไร

เช้าวันถัดมาคือพวกไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะทำอะไรแล้วเพราะว่านัดเวลาทัวร์ไว้ตอน 10 โมงเช้า เช้านี้เลยไปที่ถ้ำจังใหม่ คือตอนแรกกะว่าจะไปแต่เช้าตรู่ได้รูปสวยๆพระอาทิตย์ขึ้นไรงี้ สรุปไม่ตื่น!!! รอบนี้เข้าด้านในถ้ำจังได้แล้ว ไม่เท่าไหร่เดินขึ้นบันไดนิดหน่อย

พอเดินให้ได้เหงื่อแล้วก็ไปปั่นจักรยานไปตลาดเช้ากัน หาซื้ออะไรนิดหน่อย ที่นี่หน้าตาตลาดก็เหมือนกับที่ไทยนั่นแหล่ะ แต่หลายๆอย่างก็ไม่เหมือน เช่น ที่นี่ขายไก่เป็นๆ คือไก่ยังไม่ตาย แต่เอาเชือกมัดมันไว้แล้วขายกันแบบนั้นเลย มีขายค้างคาวอะไรพวกนี้ด้วย สรุปเราได้ขนมครกมา คิดว่าคงเป็นอาหารที่ดูกินได้มากสุดแระ แต่ขนมครกที่นี่มันช่างแตกต่างกับของไทยโดยสิ้นเชิง คือเหมือนเอาแป้งมาต้มให้สุกในหลุมขนมครกผสมกับน้ำตาลแค่นั้น เอาเถอะกลับมากินอาหารโรงแรมก็ได้

สิบโมงเช้าแล้ว ไปยังจุดนัดพบกับทัวร์ ทัวร์ใช้รถสามล้อมารับค่ะ มีเพื่อนร่วมทัวร์อีกมากมายหลายชีวิตเลย ก็เฮฮาปาร์ตี้กันเหมือนรู้จักกันมานานนับสิบปี

จุดแรกที่เขาพามาเลยคือ สะพานแดง เออดี มีสะพานส้มแล้วก็มีสะพานแดง แต่ความน่ากลัวของสะพาานแดงมีเยอะกว่ามากนี่มันสะพานแขวนที่เดินแล้วโยกไปมา แม้ว่าจะใช้วิชานินจาเดินเบาแล้วก็ตาม

ต่อมาก็ไปสู่ส่วน advanture ของแท้แล้ว เราต้องเดินบุกทุ่งข้าวสาลี เอ้ยทุ่งหญ้านี่แหล่ะ เข้าไปในป่าเลยทีเดียว

สิ่งที่เลวร้ายในทริปทัวร์อันนี้คือ การจัดการเวลาของคณะทัวร์นี่แหล่ะ เขาให้พวกเรานั่งว่างๆเวิ่นๆตั้งแต่ยังไม่เที่ยงไปถึงบ่ายสามโมงกว่าๆ คือให้นั่งเฉยๆจริงๆนะ บอกว่าจุดนู้นเต็มจุดนี่เต็ม ทั้งๆที่จริงๆควรจะต้องจัดเลยว่าคณะทัวร์นี้ให้ไปอยู่ส่วนฐานไหน กี่นาที นี่แหล่ะที่บอกว่าคือการตัดสินใจที่ผิดพลาดของพวกเราที่มาใช้บริการทัวร์นี้ ค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 600 บาท ได้เล่นอะไรแค่บางอย่างเท่านั้นค่ะ ไม่ได้เล่นตามโปรแกรมเท่าไหร่ เช่น โหนเชือก ไม่ได้เล่นค่ะ รอดห่วงก็ไม่ได้รอดตามที่เขากำหนดว่าสวยและปลอดภัย เนื่องจากทางคณะเราเริ่มโวยวายค่ะว่ารอมามากกว่าสามชม.แล้วแต่กลับไม่ได้อะไรเลยนอกจากนั่งรอ เขาเลยให้เดินฝ่าทุ่งข้าวสาลีอีกแล้วไปยังจุดที่ไม่มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวแล้วให้เล่นนั่งห่วงลอดถ้ำค่ะ โดยมีห่วงยางให้คนละห่วงและไฟฉายที่หัว ซึ่งเราก็พลาดแหล่ะที่ไม่เช็คสินค้า ไฟฉายเราใช้ไม่ได้ค่ะ คือตั้งแต่เข้าไปในถ้ำไฟฉายเราก็ใช้ไม่ได้แล้วทั้งที่ยังไม่ได้ไปกระแทกกับอะไรเลย ส่วนของเพื่อนเราแบตอ่อนค่ะ ใช้ได้แป๊บเดียวดับอีกคน ประสบการณ์การลอดถ้ำในที่มืดแบบไม่มีไฟฉายนี่ไม่สนุกเอาซะเลย ไม่จิตแข็งพอกับประสาทสัมผัสอื่นๆดีนี่คือไม่รอดแน่ๆ ออกจากจุดน้ำที่ลอดถ้ำก็ได้เจอพื้นดินที่อยู่ในถ้ำ นี่ก็แอดแวนเจอร์พอกัน คือต้องเดินในถ้ำแบบคลำโขดหินไปเรื่อยๆเพื่อหาทางออก เมื่อใช้ตาไม่ได้ หูกับมือและเท้าต้องมีสมาธิที่ดีเยี่ยมมาก เพื่อที่จะไม่ล้มและหลงทาง ออกจากถ้ำได้ต้องปีนลงเขามาอีกโดยที่ผู้จัดทัวร์ไม่มาสนใจหรือดูแลอะไรเลย เมื่อมีคนมาถึงช้า กลายเป็นคณะลูกทัวร์นี่แหล่ะต้องช่วยกันตามหาคนที่เหลืออยู่ เป็นอะไรที่จัดว่าแย่มาก

ลงมาจากเขาได้ครบทุกคนแล้ว กิจกรรมถัดมาคือพายเรือคายัค อันนี้ค่อยดีหน่อยเพราะคณะผู้จัดทัวร์พายเรือไปด้วย โดยพายเรือล่องไปในแม่น้ำซอง แต่ก็ยังมีจุดผิดพลาดอยู่ดีเมื่อมีเรือไม่พอ กลายเป็นเรือที่นั่งสองคนต้องเปลี่ยนเป็นนั่งสามคนต่อลำ

กิจกรรมสุดท้ายที่พาไปเล่นน้ำที่บลูลากูน จุดนี้ต้องคนที่ซื้อถึง 600 บาทเท่านั้นเขาถึงจะพาไป แล้วทีนี้คณะผู้จัดทัวร์จำผิดคิดว่าเพื่อนเราไม่ได้จ่ายก็เลยยึดชูชีพไป คือ เห้ย ทำไมไม่มีวิธีในการบันทึกล่ะ แต่ก็ขี้เกียจเถียงแระ เพราะพนักงานทำหน้ามึนใส่ตลอดเวลา ก็เลยยกชูชีพให้เพื่อนเลยเพราะไงเราก็ว่ายน้ำแข็งอยู่แล้ว

สมญานามว่าบลูลากูน เพราะน้ำเป็นสีน้ำเงินเหมือนกับที่สวิสเซอร์แลนด์ แต่จะเป็นสีบลูก็ต่อเมื่อนักท่องเที่ยวมีน้อยนะ เพราะแต่ละคนมาก็กระโดดน้ำกันอย่างเดียวเลย โคลนมันก็เลยลอยขึ้นมา สีจะไม่บบลูสักเท่าไหร่ ถ้าอยากชมบลูลากูนตอนที่สวยที่สุดต้องมาเช้าๆเลยค่ะ

สิ้นสุดการท่องเที่ยววังเวียงสักที แต่ก็อย่างที่บอกไว้ตอนต้นนะว่าวังเวียงยังมีที่เที่ยวอีกเยอะมาก วังเวียงไม่ได้แย่ขนาดที่เราบอกมาก็ได้ในมุมมองของแต่ละคน เราอาจจะแค่เจอบริษัทไม่ดี ช่วงเวลาไม่ดีเฉยๆก็ได้ ถ้าตัดองค์ประกอบพวกนี้ไปวังเวียงเป็นทีนึงที่มีคุณค่าควรจะไปเลยแหล่ะ

เรื่องราวก่อนหน้า“สุราษฎร์” มีอะไร?
ผู้หญิงตัวเล็กแบกกล้องตัวใหญ่ๆพร้อมขาตั้งกล้องไปยังสถานที่ต่างๆเพื่อเรียนรู้ศิลปะและวิถีชีวิตของคนในแถบนั้น การท่องเที่ยวเป็นสไตล์ไปเมืองเก่าๆที่คนชอบถามว่าไปทำไมหรือมีอะไรน่าสนใจ เน้นเที่ยวอยู่สองรูปแบบคือหนึ่งแบกเป้สะพายกล้องออกไปคนเดียวหรือเพื่อนกลุ่มเล็กมากๆ หรืออีกแบบคือเป็นแบบคุณหนูเพราะพาพ่อแม่ไปเที่ยว

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here