ท่านผู้อ่านที่เคารพรัก เนื่องจากเรื่องนี้เป็นประสบการณ์บุคคล และหมิ่นเหม่จากการถูกโรงแรมฟ้องเอาได้ บทความนี้จึงเป็นบทความที่ไม่กล่าวถึงชื่อโรงแรม  ไม่ระบุตัวย่อ ไม่ลงรูปโรงแรม ระบุแค่เพียงอยู่ในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพื่อป้องกันปัญหาในภายหลัง ขออนุญาตทำความเข้าใจก่อนนะครับ

เมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปยังอำเภอเบตงจากประเทศมาเลเซีย เนื่องจากมีเวลาว่างสามวัน และอยากหาที่เที่ยว หลังจากหาข้อมูลอย่างดีแล้ว จึงตัดสินใจเดินทางไปยังอำเภอเบตง และนี่คือเมืองแรกในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่ผมได้มีโอกาสไปเยือน

ผมมาถึงอำเภอเบตงในช่วงเช้าตรู่ของวันศุกร์ โดยไม่ได้จองที่พักไว้ก่อน จึงเป็นภาระของตัวเองในการเดินหาที่พัก และโรงแรมต่างๆในเขตเมือง จนมาเจอโรงแรมหนึ่งซึ่งราคาไม่ได้แพงแต่อย่างใด ด้วยราคาที่รับได้ (เพราะถูกกว่าโรงแรมอื่นๆ) ประกอบกับดูห้องแล้วไม่แย่ ดูมีการรีโนเวตใหม่ น่านอน แม้ภายนอกจะดูโทรมก็ตาม ผมแจ้งว่าขอพักสองคืน และจะจ่ายค่าที่พักสำหรับสองคืน แต่พนักงานบอกว่าจ่ายทีละคืนก็ได้นะคะ ไอ้เราก็งงๆ เออดีแบบนี้ก็มีด้วย งั้นจ่ายทีละคืนละกัน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร

โรงแรมนี้ก็เหมือนโรงแรมเซลล์ตามต่างจังหวัดทั่วๆไป ถ้าใครเคยได้ไปนอนอาจจะรู้สึกถึงความวังเวง แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคนที่เดินทางด้วยตัวคนเดียวแบบผมตลอด ผมยอมรับตรงๆว่าสมัยเด็กๆเป็นคนกลัวเรื่องผีๆ แต่พอแบกเป้ไปบ่อยๆ ความกลัวที่ว่ามันหายไปเอง เพราะต้องนอนคนเดียวอยู่เสมอ และไม่ได้เชื่อเรื่องราวเหล่านี้เท่าไหร่นัก เพราะไม่เคยมีประสบการณ์สยองขวัญกับตัวเองเลย

หลังจากที่เช็คอินเข้ามาในห้อง ผมก็เริ่มรื้อกระเป๋าตัวเอง และเตรียมนอนพักเอาแรงซัก3-4ชั่วโมง เพราะตอนที่มาจากมาเลเซียแทบไม่ได้นอนเลยจึงเพลียมาก และผมก็เผลอหลับไป

ไม่นานนักผมสะดุ้งขึ้นมา พร้อมกับสังเกตเห็นว่าประตูห้องเปิดอ้าอยู่ ก็ตกใจสิครับ คิดว่าตัวเองล็อกห้องไม่สนิท ลมตีประตูเลยอ้าออกละมั้ง เลยรีบเช็คของว่ามีอะไรโดนขโมยหรือไม่ ปรากฎว่าไม่มี จึงเดินไปปิดประตู พร้อมกลับมานอนอีกครั้ง

ช่วงบ่ายผมตื่นขึ้นพร้อมๆกับการออกสำรวจเมืองโดยได้นัดน้องคนรู้จักที่มาเป็นหมอฟันในเมืองนี้มาเป็นไกด์พาเที่ยว เรื่อวราวผ่านไปจนกระทั่งค่ำมืด ผมกลับมาโรงแรมอีกครั้ง โดยที่นี่เปลี่ยนสภาพจากความคึกคักในตอนกลางวัน เป็นสถานที่ๆค่อนข้างเปลี่ยวในตอนกลางคืน

ที่บริเวณเคาน์เตอร์โรงแรมยังมีคนมานั่งเล่นคอมพิวเตอร์ต่ออินเตอร์เน็ตอยู่ นั่นทำให้ผมค่อนข้างวางใจว่าที่นี่ก็ยังมีคนอื่นเข้ามาพัก หลังจากเดินกลับไปที่ห้องเค้าลางของความน่ากังวลต่างๆก็มาเยือน

โดยเริ่มต้นจากน้ำอุ่นในห้องไม่ทำงาน จึงแจ้งพนักงานให้มาช่วยดู พนักงานดูแล้วดูอีกก็ไม่สามารถซ่อมได้ จึงเสนอเปลี่ยนห้อง แต่ห้องอื่นๆก็มีปัญหาเดียวกัน จนสุดท้ายต้องไปแก้ที่บริเวณแท็งค์น้ำ

พอกลับมาเทสต์น้ำอีกรอบหนึ่งน้ำมีตะกอนแดงขุ่นออกจากก๊อกคล้ายคราบโคลน พนักงานบอกว่าให้เปิดน้ำทิ้งไว้จนกว่ามันจะขาวใส เราก็ไม่คิดมาก เลยปล่อยน้ำเปิดทิ้งไว้เรื่อยๆ ระหว่างนั้นก็นอนเล่นคอมตัวเองในห้อง

เสียงน้ำและท่อระบายน้ำดังต่อเนื่องไม่ใช่ความผิดปกติแต่อย่างใด จนกระทั่งมาดูอีกที น้ำใสแล้วจึงเริ่มอาบน้ำ เมื่ออาบน้ำเสร็จ ยังได้ยินเสียงน้ำระบายลงท่อดังคร่อกๆๆ เสียงดังมาก ก็ยังไม่เอะใจ เพราะคิดว่าน้ำกำลังระบายภายในท่อ

แต่สองชั่วโมงถัดมา เสียงน้ำในท่อระบายยังดังอยู่ และดังขึ้นเรื่อยๆแบบผิดปกติ พอเดินมาดูก็ไม่พบว่ามีน้ำรั่วแต่อย่างใด และน้ำที่พื้นก็ระบายหมดจนแห้งแล้ว

ด้วยความขี้เกียจจะเดินไปบอกพนักงานอีกรอบ เพราะคิดว่าเป็นแค่เสียงน้ำในท่อระบายเฉยๆ เลยเปิดเพลงจากมือถือกลบเสียงระบายน้ำแล้วหลับไป

ผมตื่นขึ้นมาอีกทีแบบตาสว่างใสปิ๊ง ราวกับพักผ่อนมาแล้วกว่า8-9ชั่วโมง ยืดตัวบิดขี้เกียจบนเตียง พร้อมดึงมือถือมาดูเวลา

“ตี4”

ผมงงมาก เฮ้ยปกติหลับไปแบบเพลียๆ ประกอบกับเป็นคนตื่นสายโดยธรรมชาติ จู่ๆมาตื่นอะไรเอาตอนตี4 เพิ่งหลับไปได้แค่4ชั่วโมงเท่านั้น แต่ไม่รู้สึกเพลียเลย

พอสติมา ก็ได้ยินเสียงน้ำที่ท่อระบายน้ำในห้องน้ำยังดังอยู่ คล้ายกับยังมีคนอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องน้ำอีกรอบ เสียงน้ำลงท่อระบายยังคงดังออกมา ก็เลยเอาถังน้ำพลาสติดที่ไว้ใช้เป็นตะกร้าทิ้งขยะในห้องน้ำครอบฝาท่อไว้ เพื่อว่าจะใช้ลดเสียง พร้อมกลับมานอนต่อ

เมื่อข่มตานอนไปซักพัก พร้อมเปิดไฟในห้องทิ้งไว้ ไม่เกิน2-3นาที ผมรู้สึกเหมือนมีใครมาสะกิดข้างหลัง

ความรู้สึกของการสะกิดชัดมาก จนตัวผมคิดก่อนหันไปว่านี่มานอนคนเดียวนี่หว่า ใครมาสะกิดวะ หรือประตูมันปิดไม่สนิทอีกแล้ว ก็เลยหันหลังไปดูว่าใครสะกิด

สิ่งที่ทำให้ผมสะดุ้งก็คือ

.

.

.

“ความว่างเปล่า”

.

.

.

ไม่มีใคร มีแค่เราคนเดียว ประตูปิดสนิท และด้วยไฟที่เปิดอยู่ทำให้เห็นชัดเจนว่าไม่มีอะไร

วินาทีนั้นผมหนาวๆร้อนๆขึ้นมาทันที นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าขนลุกเป็นอย่างไร เสียงน้ำก็ยังคงดังอยู่ วินาทีนั้นผมทนไม่ไหวแล้ว จึงรีบเดินออกไปที่เคาเตอร์รีเซปชั่น ด้วยว่าจะขอเปลี่ยนห้อง รำคาญเสียงน้ำ แต่ไม่บอกเหตุผลแอบแฝงใดๆที่ทำให้ตัวเองตัดสินใจขอเปลี่ยนกลางดึก

ตอนเช็คอิน ผมถามแล้วว่ามีคนอยู่ตลอดคืนใช่ไหม คำตอบคือใช่

แต่เมื่อลงมาตอนตี4กว่าๆ ประตูโรงแรมที่อ้าเปิดรับคน และบรรยากาศภายนอกที่เงียบสงัด วังเวง เคาน์เตอร์รีเซปชั่นนี้ไม่มีคนอยู่แต่อย่างใด หายไปไหนหมดผมก็ไม่รู้

วินาทีนั้นรีบกลับมาที่ห้องตัวเองทันที ไม่รู้ว่าควรทำไงต่อ ทำได้เพียงเปิดคอมดูการ์ตูน เปิดไฟ และไม่หลับเลยจนกระทั่งสว่าง

แน่นอนว่าตอนเช้า ผมรีบเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมทันที พร้อมเข้าใจความหมายแล้วว่า ทำไมพนักงานยอมให้จ่ายแค่ทีละคืน ถ้าผมจ่ายสองคืน ผมคงขาดทุน เพราะไม่น่าจะนอนที่นี่ต่ออย่างแน่นอน

ปล.คืนที่สองเปลี่ยนโรงแรมนอนไม่มีปัญหาแต่อย่างใดครับ

ปล.2 เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง และมาเล่าเพื่อแบ่งปันประสบการณ์เท่านั้น

แชร์
เรื่องราวก่อนหน้ารีวิวตัดผมชายที่ไต้หวัน กับผลลัพธ์สุดเซอร์ไพรส์
เรื่องราวถัดไปรีวิว Hey Bear Capsule Hotel ไต้หวัน
อดีตนักข่าวผู้ชื่นชอบอาหารและการเที่ยวเป็นอย่างมาก จุดเริ่มต้นมาจากปี2008 ตัดสินใจนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปแชงกรีล่าด้วยตัวคนเดียว ในยุคที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตบนมือถือ และWiFi ตามสถานที่ท่องเที่ยว และหลังจากนั้นคุณสามารถพบผู้ชายคนนี้ได้ตามหน้าสถานีรถไฟ สวนสาธารณะ และบ้านเพื่อนของคุณ